Some Aspects of Money Management
จากตัวอย่างการลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อคราวที่แล้ว โดยแทบจะไม่มีความเสี่ยงเลย การใช้ Money Management ที่ถูกต้อง สามรถสร้างผลกำไรให้กับระบบอย่างมากมาย ยิ่งเวลานานไป ระบบยิ่งสร้างผลกำไรลี่ยสูงขึ้น นี่คือกำลังของระบบดอกเบี้ยทบต้นนั่นเอง เราย้อนไปดูผลการลงทุนกันอีกครั้งหนึ่ง
End of 1st year Capital 1,374,504 Profit 353,866 Average 35%/year
End of 2nd year Capital 1,920,654 Profit 850,920 Average 43%/year
End of 3rd year Capital 2,655,828 Profit 1,541,212 Average 51%/year
End of 4th year Capital 3,644,557 Profit 2,491,395 Average 62%/year
End of 5th year Capital 4,974,286 Profit 3,791,106 Average 76%/year
End of 6th year Capital 6,762,624 Profit 5,560,890 Average 93%/year
End of 7th year Capital 9,167,741 Profit 7,962,872 Average 114%/year
End of 8th year Capital 12,402,355 Profit 11,215,088 Average 140%/year
End of 9th year Capital 16,752,551 Profit 15,610,777 Average 173%/year
End of 10th year Capital 22,603,081 Profit 21,544,308 Average 215%/year
ไม่น่าเชื่อว่าระบบที่ให้ผลตอบแทนมากมายขนาดนี้ ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีก แทนที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนสามารถนำเงินไปลงทุนในตลาด Futures เช่น Gold Silver Brent Rubber และ TFEX โดยกระจายความเสี่ยงออกไปใน 5 ตลาด คาดหวังผลกำไรลดน้อยลงเพราะการกระจายความเสี่ยงทำได้ไม่เต็มที่ คาดว่าผลตอบแทนเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 20%
จากเงินลงทุน 1 ล้านบาท เราต้องลงเงิน Initial margin และ Maintenance margin 10% และเผื่อเงินสำหรับ Margin call อีก 20% เงินที่เหลือ 70% หรือ 7 แสน นำไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ คาดหวังผลกำไรอีก 25% รวมเป็นผลกำไรคาดหวัง 45% ต่อปี ผลกำไรจะสูงขึ้นกว่าการลงทุนระบบแรกมาก
ยิ่งไปกว่านั้นคือการใช้ Leverage ของ Futures และ Options รวมทั้ง Forex ด้วย นักลงทุนที่มีความรู้ ประกอบกับความสามารถใน Money Management เมื่อประกอบกับความสามารถควบคุมความโลภได้ จะสามารถลงทุนในระบบที่มีกำไรอย่างพอเพียง โดยมีอัตราความเสี่ยงต่ำที่สุดได้
เมื่อการลงทุนเป็นเรื่องที่ง่ายอย่างนี้ จึงน่าแปลกใจว่าทำไมนักลงทุนกว่า 90% ไม่สามารถลงทุนตามระบบนี้ได้ เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือนักลงทุนไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุน ที่มีความสำคัญสูงสุด คือมีความสำคัญสุงถึง 60% ในขณะที่ระบบการซื้อขายทั้งสิ้นนั้นมีความสำคัญเพียง 10% และ Money Management มีความสำคัญ 30%
ทำไมนักลงทุนถึงลงทุนอย่างเป็นระบบไม่ได้ เหตุผลเริ่มต้นคือความ “มักง่าย” ของนักลงทุน คิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องง่าย ไม่ศึกษาหาความรู้ให้ถ่องแท้ก่อนลงทุน ไม่มีการวางแผนการลงทุน และลงเอยด้วยการไม่สามารถลงทุนตามระบบได้
เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการที่ไม่สามารถควบคุมความโลภได้ เหตุผลข้อนี้ยากมากที่จะเข้าใจ แต่ใครก็ตามที่สามารถควบคุมความโลภได้ ย่อมรู้จักพอใจกับกำไรที่พอเพียงของระบบ สามารถทำตามระบบได้ทั้งในขณะที่หุ้นขึ้นและหุ้นลง ความพอใจและพอเพียงนี้เป็นผล ไม่สามารถทำได้ เป็นผลที่เกิดขึ้นได้จากอานิสงส์ของทาน การที่จะมีความพอใจและความพอเพียง นักลงทุนต้องสร้างอานิสงส์แห่งทานให้มากพอเสียก่อน จึงจะสามารถรู้จักความพอเพียงได้ การรู้จักความพอเพียงนี้ เองจะทำให้การลงทุนเป็นไปตามระบบ นักลงทุนไม่ใช้เวลาไปแก้ไขระบบ แต่จะสามารถยอมรับกำลังของระบบได้ แล้วเอาเวลาไปปรับปรุง Money Management ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
ระบบ CDC MACD เป็นระบบพื้นฐานของชมรม ใครยังไม่มีก็ไป Download ที Website ของชมรม chaloke.com
จุดเด่นของระบบคือ ถ้าทำตามระบบได้ หุ้นขึ้นก็กำไร หุ้นลงก็กำไร จุดยากของระบบคือ นักลงทุนต้องมีทานบารมี รู้จักเศรษฐกิจพอเพียง ถึงจะสามารถทำตามระบบได้ ยากเพราะนักลงทุนกว่า 90% ไม่เชื่อในเรื่องอานิสงส์แห่งทาน
คำว่า กรรมฐาน แปลตรงตัวว่า ฐานของกรรม ใครสร้างกรรมบนฐานของกิเลสตัณหา เป็นอกุศลกรรม ย่อมได้รับอกุศลวิบาก ใครสร้างกรรมบนฐานของทาน ของเมตตา กรรมนั้นเป็นเป็นกุศลกรรม ย่อมได้รับกุศลวิบาก นี้เป็นเรื่องธรรมดา นักลงทุนที่ลงทุน คือสร้างกรรม บนฐานของความโลภ คืออกุศลกรรม ย่อมได้รับอกุศลวิบากคือขาดทุนแน่นอน และนักลงทุนที่ลงทุน คือสร้างกรรม บนฐานของทาน คือกุศลกรรม ย่อมได้รับกุศลวิบากคือกำไรแน่นอน การลงทุนนั้นมีข้อแม้ที่ง่ายๆอย่างนี้เอง

ในยามที่หุ้นตก ตลาดปั่นป่วน แต่ SC ของเราทำตามระบบได้กำไรเกือบ 100%

ในยามที่หุ้นตก ตลาดปั่นป่วน แต่ HYDRO ของเราทำตามระบบได้กำไรกว่า 300%

WHA หุ้นเข้าใหม่ก็ไม่ยกเว้น กำไรเกือบ 100%
หุ้นที่ชึ้นมากและลงมาก กำไรหายไปมาก แต่ก็ยังเหลือกว่า 20% ในเวลาไม่ถึง 4 เดือน
ระบบนั้นสำคัญก็จริง แต่สำคัญน้อย ลุงให้ความสำคัญต่อระบบเพียง 10% อีก 30% เป็น Money management ที่สำคัญกว่าถึง 3 เท่าตัว และที่สำคัญที่สุดคือจิตวิทยาการลงทุน ที่ลุงเน้นโดยให้ความสำคัญถึง 60% ถ้านักลงทุนสามารถควบคุมความโลภได้ หันมาพิจารณาวางแผนการลงทุนก่อนกระโดดเข้าไปลงทุน มาจัด Portfolio ให้มีเหตุผล จัดการเรื่องเกี่ยวกับเงิน การใช้เงิน จัดการเรื่องความเสี่ยง Position sizing การใช้เงิน ฯลฯ ระบบการลงทุนอย่างนี้ ลุงเรียกว่า ระบบพอเพียง เมื่อสร้างทานบารมีพอเพียงแล้ว ควบคุมความโลภได้แล้ว ออกแบบระบบการลงทุนดีแล้ว และทำตามระบบได้แล้ว การขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นไปไม่ได้เลย

Comments
ขอบคุณครับ
Sun, 24/03/2013 - 08:47ขอบคุณครับ
ผมมือใหม่กำลังสนใจลงทุนในหุ้น
Sun, 24/03/2013 - 13:09ผมมือใหม่กำลังสนใจลงทุนในหุ้น อ่านแล้วได้ความรู้มากเลย ขอบคุณครับ
เห็นเวปใหม่แล้วดีใจมากครับ
Sun, 24/03/2013 - 13:46ขอบพระคุณคุณลุงสำหรับคำสอน และบทความครับ
น้องใหม่ฝากตัวด้วยครับ
Sun, 24/03/2013 - 14:57มีประสบการณ์ลงทุนยังไม่มาก จะขอติดตามบทความต่างเพื่อเสริมสร้างความรู้
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ นะครับ
ขอบคุณค่ะ
Sun, 24/03/2013 - 15:17ขอบคุณค่ะ n_n
ขอบคุณครับ
Sun, 24/03/2013 - 17:53ขอบคุณครับ....
^^
Sun, 24/03/2013 - 18:25ขอบพระคุณครับ^ ^
^ ^
ขอบพระคุณครับ
Sun, 24/03/2013 - 18:55ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับบทความดีๆ
Sun, 24/03/2013 - 19:19ขอบคุณมากครับสำหรับบทความดีๆ
ขอบพระคุณคุณลุงอย่างสูงครับ
Sun, 24/03/2013 - 22:10ขอบพระคุณคุณลุงอย่างสูงครับ
Pages